Story 10/08/2026 10:26

“ช่างเถอะ เขาทำอะไรไม่เป็นหรอก” แม่เข้าข้างลูกชาย ปล่อยลูกสาวรับผิดชอบงานบ้านทั้งหมด

ลูกสาวก็มีสิทธิ์ “ทำไม่เป็น” และลูกชายเองก็ควรเรียนรู้ที่จะกวาดบ้าน ล้างจาน และช่วยดูแลงานในครอบครัว

“เป็นผู้หญิงก็ต้องทำงานบ้านเป็นทุกอย่าง โตไปจะได้ดูแลครอบครัว” คำพูดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับหลายครอบครัวในสังคมไทย เพราะเด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเติบโตมากับความคาดหวังว่า เมื่อโตขึ้นจะต้องรู้จักทำอาหาร ซักผ้า ล้างจาน และดูแลคนในบ้าน

แต่บางครั้ง เมื่อโตขึ้นพวกเธอกลับเริ่มตั้งคำถามว่า เหตุใดหน้าที่เหล่านี้จึงถูกกำหนดให้เป็นของลูกสาวมากกว่าลูกชาย

เมื่อไม่นานมานี้ เรื่องราวของหญิงสาวชาวไทยรายหนึ่งถูกนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ และได้รับความสนใจอย่างมาก

Kỷ luật tích cực nuôi dạy con thành công | Chuyên trang Dân sinh

เธอเล่าว่า ในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ครอบครัวของเธอช่วยกันทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ แม่กลับเรียกลูกสาวสองคนออกมาช่วยทำงานบ้าน ขณะที่น้องชายยังคงนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ต้องทำอะไร

เมื่อเธอถามแม่ว่าทำไมถึงปล่อยให้น้องชายไม่ช่วยงาน คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เธอรู้สึกจุกในใจ

“ช่างเถอะ เขาทำอะไรไม่เป็นหรอก”

เธอจึงตอบกลับไปว่า

“ถ้าทำไม่เป็น ก็สอนให้เขาทำสิ”

แต่แม่กลับยืนยันว่า

“สอนไปก็ทำไม่ได้หรอก”

คำพูดสั้น ๆ เหล่านี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าภายในครอบครัว ลูกสาวถูกคาดหวังให้ทำทุกอย่าง เพียงเพราะเป็นผู้หญิง ขณะที่ลูกชายกลับได้รับการยกเว้นเพียงเพราะถูกมองว่า “ทำไม่เป็น”

แต่ในความเป็นจริง หลายครั้งสิ่งที่เรียกว่า “ทำไม่เป็น” อาจไม่ได้หมายความว่าเด็กคนนั้นไม่มีความสามารถ เพียงแต่เขาไม่เคยถูกคาดหวังให้เรียนรู้เท่านั้น

เข้าใจครอบครัว หรือเคยชินกับการต้องเสียสละ?

หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ ชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและบอกว่า พวกเขาเองก็เคยเติบโตมาในครอบครัวที่มีลักษณะคล้ายกัน

บางคนเล่าว่า ตั้งแต่เด็กตนเองต้องรับผิดชอบงานบ้านแทบทุกอย่าง ในขณะที่น้องชายแทบไม่ต้องช่วยอะไรเลย

เมื่อโตขึ้น น้องชายยังคงคุ้นเคยกับการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ส่วนลูกสาวกลับกลายเป็นคนที่ต้องรับภาระหลายอย่างของครอบครัว

หญิงสาวรายหนึ่งยอมรับว่า เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าการเป็นคน “เข้าใจครอบครัว” เป็นคำชม

แต่เมื่อโตขึ้น เธอกลับรู้สึกว่า คำว่า “เข้าใจ” บางครั้งอาจหมายถึงการเป็นคนที่ยอมง่าย และต้องเป็นฝ่ายเสียสละอยู่เสมอ

บางคนถึงขั้นตัดสินใจออกจากบ้านและสร้างชีวิตของตัวเอง เพราะไม่สามารถรับมือกับความแตกต่างในการปฏิบัติของครอบครัวได้อีกต่อไป

สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกเจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่เพียงการแบ่งงานที่ไม่เท่าเทียม แต่คือการที่ทุกคนในครอบครัวกลับมองเรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อเด็กผู้หญิงรู้สึกเสียใจ กลับถูกมองว่าเป็นคนคิดมากหรือทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่

เหตุผลที่มักถูกนำมาใช้ก็เป็นคำพูดที่คุ้นเคย เช่น

“น้องยังเด็ก”

“น้องทำไม่เป็น”

“เป็นผู้หญิงก็ต้องทำงานบ้านเป็น จะได้ดูแลครอบครัวในอนาคต”

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ทั้งพ่อแม่และลูกอาจเริ่มเชื่อว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่ความจริงแล้วความรับผิดชอบในบ้านสามารถแบ่งปันกันได้โดยไม่จำเป็นต้องผูกติดกับเพศ

เมื่อความเสียสละของลูกสาวกลายเป็นเรื่องที่ทุกคนคาดหวัง

การเลือกปฏิบัติไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเรื่องงานบ้านเท่านั้น แต่ยังอาจปรากฏในชีวิตประจำวันอีกหลายรูปแบบ

หญิงสาวอีกคนหนึ่งเล่าว่า ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เธอทำงานพิเศษเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว

เธอเก็บเงินซื้อโทรศัพท์ให้แม่ แต่กลับถูกตำหนิว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย

ต่อมาเมื่อโทรศัพท์ของแม่เสีย คนที่ถูกคาดหวังให้ซื้อเครื่องใหม่กลับยังคงเป็นเธอ

เธอยังเคยเก็บเงินซื้อกำไลราคาแพงให้แม่เป็นของขวัญ แต่สุดท้ายแม่กลับนำของชิ้นนั้นไปมอบให้น้องชาย

เสื้อผ้าที่เธอซื้อให้พ่อก็มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกัน

จนในที่สุดเธอต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า

“หรือสิ่งที่ลูกสาวทำทั้งหมด ไม่เคยมีค่าเท่ากับสิ่งที่ลูกชายทำ?”

ในครอบครัวที่มีรูปแบบเช่นนี้ ลูกสาวจำนวนไม่น้อยเติบโตมาพร้อมกับความรู้สึกว่าตัวเองต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเพื่อให้ได้รับการยอมรับ

แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองยังไม่ดีพอ

และสิ่งที่น่าเศร้ายิ่งกว่าคือ เมื่อเด็กคนหนึ่งไม่ได้รับความรักอย่างเท่าเทียม เขาอาจไม่ได้โทษพ่อแม่ แต่กลับหันมาตั้งคำถามกับคุณค่าของตัวเอง

เด็กเหล่านี้จึงกลายเป็นคน “เข้าใจง่าย” ขยัน อดทน และรู้จักยอม

แต่ลึก ๆ แล้ว พวกเขาเพียงต้องการให้ครอบครัวมองเห็นคุณค่าและรักพวกเขาอย่างเท่าเทียม

ทว่า สิ่งที่ได้ยินกลับเป็นคำพูดอย่าง

“น้องก็ลำบากเหมือนกัน ยอม ๆ ให้น้องหน่อย”

หรือ

“เป็นครอบครัวเดียวกัน อย่าไปคิดเล็กคิดน้อยเลย”

ครอบครัวที่มีความสุขไม่ได้สร้างขึ้นด้วยคนเพียงคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกครอบครัวที่จะให้ลูกสาวเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ยังมีเรื่องราวเรียบง่ายจากครอบครัวหนึ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกอบอุ่น

หญิงสาวคนหนึ่งเคยถามน้องชายของตัวเองขณะที่เขากำลังกวาดบ้านว่า

“เขาบอกว่าผู้ชายเป็นคนสืบทอดครอบครัว ส่วนงานบ้านเป็นหน้าที่ของผู้หญิง จริงไหม?”

น้องชายของเธอตอบกลับโดยไม่ลังเลว่า

“แบบนั้นไม่ถูกต้อง”

คำตอบสั้น ๆ แต่สะท้อนให้เห็นว่า เด็กที่เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรม จะค่อย ๆ เรียนรู้ด้วยตัวเองว่าความรับผิดชอบในครอบครัวไม่ควรถูกแบ่งตามเพศ

ในครอบครัวแบบนี้ ไม่มีคำถามว่า “ใครต้องทำงานบ้าน”

แต่มีเพียงคำถามว่า “วันนี้เราจะแบ่งหน้าที่กันอย่างไร”

ไม่มีใครถูกกำหนดให้ต้องเสียสละมากกว่าอีกคนเพียงเพราะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

ในความเป็นจริง พ่อแม่จำนวนไม่น้อยอาจไม่ได้ตั้งใจเลือกปฏิบัติ พวกเขาเพียงกำลังทำซ้ำรูปแบบการเลี้ยงดูที่ตัวเองเคยได้รับ และเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง

แต่ความรู้สึกของลูกก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เพราะความไม่เท่าเทียม แม้จะเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็สามารถทิ้งร่องรอยทางความรู้สึกเอาไว้ และค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นบาดแผลที่มองไม่เห็น

ครอบครัวที่มีความสุขไม่ได้วัดจากจำนวนทรัพย์สิน หรือสิ่งที่พ่อแม่จะมอบให้ลูกคนไหน

สิ่งสำคัญกว่าคือ ลูกทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ควรได้รับการมองเห็น ได้รับความเคารพ และได้รับความรักอย่างเท่าเทียมกัน

ลูกสาวก็มีสิทธิ์ “ทำไม่เป็น” และลูกชายเองก็สามารถเรียนรู้ที่จะถือไม้กวาด ล้างจาน และช่วยดูแลงานในบ้านได้เช่นกัน

เพื่อให้ทั้งความรับผิดชอบและความรักถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียม แทนที่จะวางภาระทั้งหมดไว้บนบ่าของคนเพียงคนเดียว

ท้ายที่สุด สำหรับคนที่เคยรู้สึกน้อยใจหรือไม่เป็นธรรมภายในบ้านของตัวเอง สิ่งหนึ่งที่อยากให้จำไว้คือ คุณค่าของคุณไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณอดทนได้มากแค่ไหน

การรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ใช่เรื่องผิด

ครอบครัวที่แท้จริงไม่ควรถูกประคับประคองด้วยการเสียสละของคนเพียงฝ่ายเดียว

และบางครั้ง ความยุติธรรมอาจเริ่มต้นจากประโยคง่าย ๆ เพียงประโยคเดียวว่า

“แบบนั้นไม่ถูกต้อง”

Tags:

News in the same category

News Post